เคยเขียนถึงเจ้าแม่ทับทิมและเล่าถึงเจ้าแม่ทับทิมมาแล้วบ้าง แต่พบว่าคนส่วนใหญ่ ก็ยังคงสับสนเรื่องประวัติเจ้าแม่ทับทิม โดยเฉพาะการที่เมืองไทยมีศาลเจ้าแม่ทับทิมหลายแห่ง เอาง่ายๆ ผู้เขียนซึ่งมีร้านดอกไม้ด้วย ทำให้ต้องไปเดินสำเพ็ง-พาหุรัดเสมอ เฉพาะย่านนี้ก็มีศาลเจ้าแม่ทับทิม 2 ศาล

ศาลหนึ่งเป็น เทียนโหวเซี้ยบ้อ
อีกศาลเป็น จุ้ยบ้วยเซี้ยเนี้ย

เรียกไม่เหมือนกัน แล้วที่ปัตตานีก็มีศาลเจ้าแม่ลิ้มก่อเหนี่ยว คนไทยนิยมเรียกว่า เจ้าแม่ทับทิมเช่นกัน ซึ่งบางท่านเข้าใจว่าเป็นเจ้าแม่องค์เดียวกับของเมืองจีนก็มี ปรากฏว่าเป็นคนละองค์กัน

เนื่องจากว่าวันเกิดเจ้าแม่ทับทิมคือวันที่ 23 เดือน 3 ของจีน เป็นเทศกาลใหญ่ ทั้งที่ฮ่องกงและไต้หวัน ที่อื่นก็มีไหว้เช่นกัน จึงขอเล่าประวัติและความเป็นมาของตำนานเพื่อให้กระจ่างไปเลย

ก่อนจะเขียนเรื่องเจ้าแม่ ผู้แน่แท้ว่ายิ่งใหญ่
ศักดิ์สิทธิ์ในจิตใจ ลูกหลานจีนไทยสืบมา
ลูกขอไหว้คุณครู บูชาเจ้าแม่ทับทิมหนา
กราบเทพไท้เทวา ให้ข้าน้อยกระจ่างความ
ให้ความรู้รู้แจ้ง ปัญญาแทงอย่างสวยงาม
อักษรที่จารตาม กระจ่างประวัติชัดเข้าใจ

ก่อนจะเล่าเข้าเรื่องประวัติเจ้าแม่ ซึงเกิดเมื่อวันที่ 23 เดือน 3 ของจีน ปีพ.ศ. 1503 ต้องไม่ลืมว่า ก่อนหน้านี้ได้เคยเล่าถึงเจ้าน้ำไปแล้วว่า คนจีนนับถือหลายองค์เลยคือ

  1. เจ้าคงคา (เป็นเจ้าพ่อ)
  2. พระแม่คงคา
  3. เทพเจ้าน้ำธรรมชาติ (เจ้าบ่อน้ำบาดาล)
  4. เทพเจ้าคลื่น
  5. เจ้าสมุทร (พญามังกร)

ดังนั้น จะเห็นได้ชัดเลยว่า คนจีนแต่โบราณนับถือเทพเจ้าอย่างแยกแยะรายละเอียด ไม่ใช่องค์เดียวกันเหมารวม ในกรณีของเจ้าแม่ทับทิมซึ่งเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ ได้ก่อเกิดการแตกแขนงเป็นเจ้าแม่ทับทิมใน 3-4 ทาง ดังนี้คือ

  1. เจ้าแม่ทับทิมซึ่งมีประวัติเป็นของจริง มีปาฏิหาริย์เล็กน้อย
  2. เจ้าแม่ทับทิมที่มีประวัติมากมาย ตำราเล่มหนึ่งของผู้เขียนบอกว่า มีปาฏิหาริย์ช่วยคนถึง 48 กรณี ซึ่งจะมีประมาณ 35 บันทึกเป็นการช่วยคนทางน้ำ

    ข้อ 1-2 นี้ จะมีฉายายกย่องท่านว่าเป็น เทียน โหว เซี้ย บ้อ หรือ Empress of Heaven แปลเป็นไทยง่ายๆ คือ เจ้าแม่สวรรค์
  3. เป็นกรณีที่ชาวบ้านพบขอนไม้ลอยน้ำมา แล้วนำมาแกะสลักเป็นเจ้าแม่ทับทิม หากเป็นแบบนี้ชาวบ้านนิยมเรียกว่า จุ้ย บ้วย เซี่ย เนี้ย
  4. ท้องที่ใดมีประวัติสตรีผู้ทรงคุณงามความดี เมื่อเสียชีวิตไปชาวบ้านสร้างศาลเจ้าให้ แล้วกราบไหว้ยกย่อง อาจเรียกเป็น เจ้าแม่ทับทิมเพื่อตามกระแสที่มีอยู่เดิม เช่นกรณีศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวที่ปัตตานี

กำเนิดเจ้าแม่ทับทิมที่เมืองจีน

เจ้าแม่ทับทิมที่เมืองจีนเป็นชาวฮกเกี๋ยน คือเกิดที่เกาะหมีจิว ในมณฑลฮกเกี๋ยน เป็นคนแซ่ลิ้ม ซึ่งภาษาจีนกลางออกเสียงว่า หลิน พ่อชื่อลิ้มเฮ้ง แม่ชื่อลิ้มยุ้ย เกิดเมื่อวันที่ 23 เดือน 3 ของจีน (พ.ศ. 1503 เป็นสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ) โดยมีเรื่องเล่าถึงขณะเกิดเพื่อให้มีปาฏิหาริย์พิเศษกว่าเด็กแรกเกิดทั่วไปว่า เจ้าแม่กวนอิมได้มาเฝ้าดูเป็นสักขีพยาน

พ่อตั้งชื่อให้ลูกสาวที่เกิดมาว่า ลิ้มมิก

มิก คำนี้จีนกลางออกเสียงว่า โม่ แปลว่า เงียบ เพราะช่วงวัยเดือนแรกที่เกิด หนูน้อยลิ้มมิกเงียบมาก ไม่เคยร้องไห้เลย อย่างไรก็ตาม เมื่อลิ้มมิกโตขึ้นมา หนุน้อยเป็นเด็กฉลาดมาก และแม้จะเป็นลูกสาว พ่อที่แสนดีก็อนุญาตให้ลิ้มมิก ได้เรียนหนังสือและค่อนข้างเลี้ยงไม่ต่างไปจากลูกชาย ได้โลดโผนโจนทะยานแก่นแก้ว ที่สำคัญ ลิ้มมิก ได้ออกทะเลกับพ่อและพี่ชายเสมอ

เมื่อโตขึ้นมา ลิ้มมิกจึงว่ายน้ำเก่งและแข็งด้วย สามารถว่ายโต้คลื่นใหญ่ๆได้ ยามใดเกิดมีเรือประสบภัยพายุ ไม่ว่าจะเป็นเรือประมงหรือเรือสินค้า ลิ้มมิก ก็กล้ามากกับการว่ายน้ำออกไปช่วยเหลือคนเรือแตกให้รอดเข้าฝั่งได้

ตำนานเล่าว่า ลิ้มมิก เป็นคนมีความสามารถพิเศษชัดเจน ใน 2 เรื่อง

  1. นางมีสัญชาตญาณในเรื่องของดินฟ้าอากาศดีมาก สามารถคาดคะเนการเปลี่ยนสภาพอากาศได้ค่อนข้างแม่น แล้วได้ใช้สัมผัสพิเศษนี้เตือนชาวเรือเรื่อยมา
  2. นางมีความรู้เรื่องแพทย์อย่างน่าอัศจรรย์ ได้ช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้ชาวบ้านเสมอ

นอกจากนี้ นางยังเป็นผู้ฝักใฝ่ในธรรม ถือศิลกินเจอย่างเคร่งครัด นางจึงเป็นที่รักใคร่ของชาวบ้านมาก ถึงกับเรียกลิ้มมิกว่า หญิงผู้วิเศษ บ้าง ธิดามังกรบ้าง และนางเทพธิดาบ้าง น่าเสียดายที่ลิ้มมิก เสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย บางตำราว่าเสียเมื่ออายุ 18 บ้างก็ว่าเมื่ออายุ 28

สาเหตุของการถึงแก่กรรม มีเล่าไว้ 3 แบบ

แบบหนึ่งบอกว่า เพราะนางทานน้อยเกินไป และกินเจอย่างเดียว อาจทำให้สารอาหารที่ร่างกายได้รับ ไม่เพียงพอ ซึ่งกรณีนี้คนส่วนใหญ่ค่อนข้างจะยอมรับไม่ได้ และนิยมจะเชื่อในอีก 2 แบบของการเสียชีวิตของเจ้าแม่ว่า

นางถึงแก่กรรมแบบหลับไปเอง โดยในวันที่นนางจากไป ก็มีปาฏิหาริย์ให้ชาวบ้านได้โจษจันเหมือนในวันเกิดว่า เห็นเมฆหลากสี คนจีนเรียกว่า เซี้ยงฮุ้ง เป็นเมฆมงคลลอยมาจากภูเขาใกล้ๆ และได้ยินเสียงมโหรีแว่วๆ อยู่นาน

แต่บางตำราบอกว่า ก่อนเสียชีวิต นางฝันว่าพ่อและพี่ชายไปออกทะเลหาปลา แล้วเจอพายุใหญ่ เธอก็พยายามออกไปช่วย ขณะที่กำลังจะช่วยได้สำเร็จ แม่ก็มาปลุกให้ตื่นเสียก่อน ปรากฏว่าอีก 2 วันต่อมา เหตุการณ์ในฝันก็เกิดขึ้นจริงแก่พ่อและพี่ชาย ทั้งสองถูกพายุและคลื่นล่มเรือจนแตกและจมหายไป ลิ้มมิก เสียใจมากที่ไม่อาจช่วยบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งได้ นางตรอมใจตาย

ชาวบ้านที่ล้วนรักใคร่เคยได้รับความช่วยเหลือจากนางเสมอมา พากันยกย่องให้เป็น “ หม่าโจ้ว ” แปลง่ายๆว่า เจ้าแม่ผู้ศักดิ์สิทธิ์ มีการตั้งศาลเจ้าเพื่อกราบไหว้ แล้วต่อมาก็มีคนท้องถิ่นอื่น สร้างศาลเจ้าให้เจ้าแม่ตามๆกัน พร้อมกับตำนานเล่าถึงความศักดิ์สิทธิ์และความเมตตาชอบช่วยเหลือคนของเจ้าแม่ มาช่วยเสริมเพิ่มศรัทธา ชาวบ้านพากันนับถือเจ้าแม่มากขึ้นๆ

ตำนานเล่าลือว่า สมัยช่วงราชวงศ์ซ่ง (พ.ศ. 1503- 1822) การค้าทางทะเลกับต่างประเทศของจีน แถบมณฑลฮกเกี๋ยน เจริญมาก เวลาที่เรือเกิดประสบภัย ชาวเรือนิยมสวดมนต์ถึงหม่าโจ้ว แล้วก็มักรอดภัยมาได้ ก็เล่ากันปากต่อปาก

ครั้งหนึ่งประมาณปี พ.ศ. 1665 ซ่งอุยฮ่องเต้ ได้ส่งทูตไปเจริญไมตรีกับเกาหลี ระหว่างทางขบวนเรือของคณะทูต เจอพายุกลางทะเล ขบวนเรือทั้งหมด 8 ลำ จมหายไป 7 ลำ เหลือรอดเพียงลำเดียว ซึ่งบังเอิญเป็นลำที่ทูตลู่หยุนตี้ โดยสารอยู่ ท่านทูตตื้นตันใจมากที่รอดชีวิต ถึงกับรำพึงออกมาดังๆว่า เป็นเทพเจ้าองค์ใดหนอ ที่มาช่วยไว้

ลูกเรือคนหนึ่งเป็นชาวฮกเกี๋ยนตอบไปทันใดไม่ลังเลว่า เป็นเจ้าแม่หม่าโจ้วมาช่วยเป็นแน่แท้ เมื่อทูตลู่หยุนตี้ กลับถึงจีน ได้กราบทูลเรื่องราวการผจญภัยแล้วรอดมาได้ ให้ฮ่องเต้ฟัง ฮ่องเต้ประทับใจมาก โปรดให้อาลักษณ์เขียนป้ายคำว่า ซุ่นจี แปลว่า ช่วยเหลือ สงเคราะห์ พระราชทานให้ไปติดไว้ที่หน้าศาลเจ้าแม่บนเกาะหมีจิว พร้อมพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็นท่านผู้หญิงซุ่นจี

แล้วความนับถือศรัทธาในเจ้าแม่ทับทิม ก็เข้าสู่ราชสำนักแต่นั้นมา

48 ปาฏิหาริย์เจ้าแม่ทับทิม

เจ้าแม่ทับทิมน่าจะเป็นอีกตัวอย่างที่ดีในจิตนาการอันเพริศแพร้วของคนโบราณ เล่าขานจนคนสามัญกลายเป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ จนผู้คนเชื่อถือศรัทธาฝังใจเชื่อจริงๆ ก็คงเล่ากันไปในแต่ละเวลาและสถานที่ แล้วในภายหลังจึงมีผู้รวบรวมบรรดานิทาน ตำนาน เรื่องเล่าถึงเจ้าแม่ทับทิม

ปรากฏว่ามี 48 ปาฏิหาริย์ โดยผู้เขียนขอสรุปเป็นประเด็นที่น่าสนใจว่า 48 ปาฏิหาริย์ของเจ้าแม่ทับทิม สะท้อน logic ของคนโบราณอย่างนี้ว่า

1. การเกิดของผู้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นเจ้าแม่ ย่อมต้องพิเศษกว่าคนธรรมดา เกิดเป็นตำนานเล่าว่า พ่อแม่ของท่านคือ ลิ้มเฮ้ง และ ลิ้มยุ้ย ได้ไปบนบานไหว้เจ้าแม่กวนอิมเพื่อขอลูกสาว แล้วก็ได้ตั้งครรภ์สืบมา และในวันเกิดหรือวันที่นางลิ้มยุ้ย คลอดหนูน้อยลิ้มมิก หรือเจ้าแม่ทับทิม เจ้าแม่กวนอิมได้มาดูแลคุ้มครองตลอดเวลา จนทารกได้ออกมาดูโลกอย่างปลอดภัย

จากนั้นก็คือ การเจริญเติบโตของเด็กหญิงที่มีแม่ทัพเทพยดาคอยปกปักรักษา คุ้มครอง จนอายุ 8 ขวบ ก็เริ่มเรียนและเล่นอย่างเด็กผู้ชาย เพราะติดพี่ชายนั่นเอง

ว่ากันว่าขณะอายุ 13 ขวบ มีนักพรตชรามาหาที่บ้านพร้อมทำนายอนาคตหนูลิ้มมิก ว่า จะสูงส่ง ทำคุณความดียิ่งใหญ่ นักพรตเฒ่าได้สอนสรรพวิชาพร้อมมอบตำราให้เล่าหนึ่ง เมื่อลิ้มมิก อายุได้ 16 ปี ก็เลื่องลือไปทั่วทั้งหมู่บ้านแล้วว่า นางเป็นผู้มีญาณวิเศษ

2. ปาฏิหาริย์ในการช่วยคนของเจ้าแม่ทับทิม ย่อมต้องครบถ้วนทั้งการช่วยคนใกล้ตัวคือ พ่อและพี่ชาย ตลอดจนคนไกลตัวในเวลาและสถานที่ต่างๆ ในสถานการณ์ต่างๆ ช่วยทั้งในทะเล, ในห้วงน้ำอื่นๆ ปาฏิหาริย์เรื่องการแก้ไขปัญหาดิน ฟ้า อากาศ หลากหลายแบบเช่น ฝนแล้งก็ช่วยได้ ฝนตกมากไปก็ช่วยได้

•  เจ้าแม่เก่งกระทั่งการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ

•  ช่วยเรื่องการทำงานเช่น ช่วยขุดหาตาน้ำในพื้นที่แล้วถาวร

•  ช่วยจับโจรป่า

3. ปาฏิหาริย์ในมิติอัศจรรย์ คือ การปราบภูตผี การได้บริวารเป็นเทพยดาตาทิพย์ เห็นไกลพ้นลี้ และหูทิพย์ ฟังไกล นอกจากนี้ยังมีทีม 18 องครักษ์แม่ทัพเทวดา กระทั่งพญามังกรก็มาเข้าเฝ้าปวารณาตนช่วยเจ้าแม่ จึงขอแบ่งหมวดหมู่ความดีจาก 48 ปาฏิหาริย์ของเจ้าแม่ทับทิม ดังนี้

- การช่วยคนประสบภัยทางน้ำ

1. การช่วยพ่อแม่และพี่ชาย

2. ช่วยพ่อค้าประสบภัยทางทะเลหลายครั้ง

3. ช่วยคนเรือเสีย, เรือแตกหลายครั้ง

4. ใช้ร่างเจ้าแม่ถ่วงเป็นสมอเรือ

5. ทรงชุดแดงช่วยทูตลู่หยุ่นตี้ เมื่อ พ.ศ. 1665

6. ช่วยขันทีซัมปอกงระหว่างนำกองเรือเดินทางไปในดินแดนไกลโพ้น เมื่อ พ.ศ. 1948

7. ช่วยญี่ปุ่นเรือแตก

8. เป็นหางเสือเรือในราตรีแก่ผู้ประสบภัย

9. ช่วยลากเรือเข้าคุงน้ำ

- การช่วยชาวบ้านในเรื่องวิถีชีวิตและการทำมาหากิน

1. ช่วยชาวเกาะหมีจิวเรื่องการเกษตรกรรม

2. ช่วยให้ฝนที่แล้ง ให้ตกหลายครั้ง

3. ช่วยหยุดฝนที่กระหน่ำตกนานเกินไปหลายครั้ง

4. ช่วยหาตาน้ำในดินแดนที่แล้งหลายครั้ง

5. ช่วยสร้างทำนบกั้นน้ำ

6. ช่วยขุดบ่อน้ำ

7. บันดาลท้องฟ้าให้ปลอดโปร่ง

8. บอกให้ชาวบ้านรู้ล่วงหน้าถึงน้ำขึ้นน้ำลง

- การช่วยชาวบ้านในเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ จะมีหลายครั้งมาก

- การช่วยบรรเทาทุกข์ชาวบ้านในเรื่องโจรภัย มี 2-3 ครั้ง

- ปาฏิหาริย์ในสิ่งลี้ลับ มีหลายเรื่อง

1. การมาเฝ้าของพญามังกร

2. ได้ 2 บริวารตาทิพย์เห็นไกล และหูทิพย์ฟังไกล

3. ได้องครักษ์ 18 แม่ทัพเทวดา

4. ช่วยไล่ผีให้ชาวบ้าน

5. จับอสูร, จับ 5 ผีร้าย

บรรดาศักดิ์เจ้าแม่ทับทิม

ความศรัทธานับถือเจ้าแม่ทับทิมเริ่มจากสมัยกำเนิดของท่านคือ ต้นราชวงศ์ซ่ง (พ.ศ. 1503-1822) จากเกาะบ้านเกิดคือหมีจิว แพร่ยังท้องถิ่นริมทะเลที่เมื่อเกิดการประสบภัยแล้ว สถานการณ์เกิดกลายเป็นดี เหมือนมีปาฏิหาริย์ ก็จะเชื่อกันว่า เป็นการมาช่วยของเจ้าแม่ทับทิม ก็อาจสร้างเป็นศาลเพียงตาเล็กๆ แล้วเปลี่ยนเป็นศาลเจ้าภายหลัง หรือสร้างเป็นศาลเจ้าแต่ต้นเลย

  • พ.ศ. 1665 ที่เชื่อกันว่าท่านได้ช่วยทูตที่ประสบภัยทางทะเล ทำให้ซ่งฮุยฮ่องเต้ พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็นท่านผู้หญิง
  • พ.ศ. 1735 ซ่งกวงจงฮ่องเต้ หรือกุลไล่ข่าน ยกบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็นท่านผู้หญิง ให้สูงขึ้นเป็นท่านผู้หญิงพระเทวีแห่งสวรรค์
  • พ.ศ. 1952 จักรพรรดิหย่งเล่อ แห่งราชวงศ์เหม็ง พระราชทานตำแหน่งพระเทวีแห่งสวรรค์ผู้พิทักษ์แผ่นดินและประชา
  • พ.ศ. 2227 คับฮีฮ่องเต้ ราชวงศ์เซ็ง เชื่อว่าเจ้าแม่ทับทิมช่วยกู้เกาะไต้หวัน ให้กลับมาเป็นของราชวงศ์จีน จึงตั้งตำแหน่งให้เป็น เทียน โหว หรือ เจ้าแม่สวรรค์
  • พ.ศ. 2382 เช็งเซี้ยงจงฮ่องเต้ แห่งราชวงศ์เช็ง เพิ่มตำแหน่งให้เป็นเทพเจ้าแม่แห่งสวรรค์ ซึ่งก็ยังสามารถเรียกง่ายๆ เป็น เทียน โหว หรือเจ้าแม่สวรรค์ได้

ศรัทธาในเจ้าแม่ทับทิมจึงเพิ่มพูนและยิ่งเป็นที่นับถือศรัทธาตามกาลเวลา เฉพาะที่มณฑลฮกเกี๋ยน ซึ่งบ้านเกิดของเจ้าแม่คือ เกาหมีจิว ตลอดจนทุกจังหวัดและแทบทุกอำเภอของฮกเกี๋ยน จะมีศาลเจ้าแม่ทับทิม และทั่วแผ่นดินจีนในท้องที่ติดทะเลหรือน้ำ จะมีศาลเจ้าแม่ทับทิมนับไม่ถ้วน นิยมตั้งชื่อตามท้องถิ่นเช่น

  • เพ้งไฮ้เทียนโหวเบี่ย แปลว่า ศาลบูชาเจ้าแม่สวรรค์ที่เพ้งไฮ้
  • กังเค่าหม่าโจ้วเบี่ย แปลว่า ศาลบูชาเจ้าแม่สวรรค์ที่ปากน้ำกังเค่า
  • ปุงเต๋งหม่าโจ้วเบี่ย แปลว่า ศาลบูชาเจ้าแม่สวรรค์ที่ปุงเต๋ง
  • จึงเปียงอึ้งเล้งหม่าโจว้เบี่ย แปลว่า ศาลบูชาเจ้าแม่สวรรค์มังกรเหลือง
  • เทียนสินเนี่ยเนี้ยเก็ง แปลว่า ศาลบูชาเจ้าแม่สวรรค์ที่เมืองเทียนสิน

โดยองค์รูปปั้นเจ้าแม่จะนิยมให้เป็นผู้หญิงสาว เพราะท่านเสียชีวิตอายุยังน้อยคือ บางตำราว่า 18, บางที่ว่า 28 และหากสร้างในยุคหลังๆ จะนิยมให้ทรงเครื่องอย่างนางกษัตริย์ หรือสตรีชั้นสูงในราชสำนักเสมอ ตามบรรดาศักดิ์ที่เจ้าแม่ได้รับพระราชทานจากฮ่องเต้ ซึ่งบางที่จะมีการทำป้ายจารึกอักษรทองคำถึงบรรดาศักดิ์ที่เจ้าแม่ทรงได้รับพระราชทานด้วย

เนื่องจากเจ้าแม่ทับทิมเป็นที่เคารพมากของชาวจีนอย่างแท้จริง ไม่ว่าคนจีนโพ้นทะเลจะอพยบไปยังดินแดนใดของโลก ก็ยังคงนำศรัทธานี้ติดไปด้วย จึงเกิดสถิติน่าอัศจรรย์ถึงจำนวนศาลเจ้าแม่ทับทิมว่า ที่ไต้หวันมีศาลเจ้าแม่กว่า 800 แห่ง ในฮ่องกงมาเก๋ามีกว่า 100 แห่ง

ประเทศอื่นๆเช่นเกาหลี, ญี่ปุ่น, ทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือ ฟิลิปปินส์, อินโนนีเซีย, ไทย, สิงคโปร์, มาเลเซีย, กัมพูชา, เวียนนาม จะมีศาลเจ้าแม่ทับทิมอีกกว่า 100 แห่ง ซึ่งนอกทวีปเอเชียอย่างยุโรป คือ อังกฤษ ก็มี, ที่ออสเตรเลียและทวีปอเมริกาใต้ก็มีศาลเจ้าแม่ทับทิมในย่านไชน่าทาวน์ของคนจีน เป็นพลังศรัทธาที่ฝังลึกอย่างไม่เสื่อมคลายจนปัจจุบัน

เจ้าแม่ทับทิมเมืองไทย

เท่าที่เก็บข้อมูลเล็กน้อย พอจะสรุปได้ว่า เมืองไทยมีศาลเจ้าแม่ทับทิมหลายแห่ง เช่น ที่ใกล้ห้างเอทีเอ็มตรงพาหุรัด, ที่เชิงสะพานซังฮี้, และที่มีชื่อเสียงมากคือ ที่ปัตตานี โดยเจ้าแม่ทับทิมเมืองไทยมี 4 แบบ คือ

  • แบบที่เป็น เทียน โหว เซี้ยน บ้อ หรือนับถือเจ้าแม่ทับทิมลิ้มมิก ของจีนโบราณ
  • เจ้าแม่ที่แกะเป็นองค์จากขอนไม้ใหญ่ลอยน้ำมา เรียกว่า จุ้ย บ้วย เซี้ย เนี้ย หรือ จุ้ย บ่อ เซี้ย เนี้ย
  • เจี้ย สุน เซี้ย เนี้ย
  • เจ้าแม่ลิ้วโกวเนี้ยที่ปัตตานี

โดยเจ้าแม่ทับทิมลิ้มโกวเนี้ย หรือที่บางสำเนียงออกเสียงว่า ลิ้ม กอ เหนี่ยว ที่ปัตตานี จะเป็นคนละองค์กับเจ้าแม่ทับทิมลิ้มมิก ของเมืองจีน แต่แซ่เดียวกันและเป็นชาวฮกเกี๋ยนเหมือนกัน โดยเจ้าแม่ทิบทิมลิ้มโกวเนี้ยที่ปัตตานีมีประวัติว่า เจ้าแม่มีพี่ชายเป็นคนหนุ่มรักการผจญภัย ที่สำคัญคือ มีความเป็นผู้นำสูง และคุมคนเก่งมาก สามารถตั้งกองเรือของตน รวบรวมสมัครพรรคพวกได้มาก กองเรือนี้จะคอยคุ้มครองชาวเรือจากพวกโจรสลัดในทะเล

ประมาณปี พ.ศ. 2021 พี่ชายนำกองเรือเดินทางมาถึงปัตตานี แล้วเกิดติดใจผืนแผ่นดินถิ่นนี้ จึงลงหลักปักฐานตั้งรกรากพร้อมลูกเรื่อประมาณ 20,000 คน ขณะนั้นปัตตานียังเป็นรัฐอิสระ เจ้าเมืองปัตตานีในยุคสมัยนั้นเป็นผู้หญิง เมื่อเห็นหน่วยก้านของหนุ่มเจ้าของกองเรือแล้ว ถูกใจ จึงยกลูกสาวให้แต่งงานกัน

เมื่อได้เป็นลูกเขยเจ้าเมืองปัตตานี พี่ชายเจ้าแม่ก็ไม่ได้อยู่นิ่งดูดาย แต่เป็นเขยที่ดีเยี่ยม เป็นกำลังสำคัญในการดูแลป้องกันเมืองจากการรุกราน พร้อมช่วยพัฒนาท้องถิ่น ที่น่าสนใจคือ การนำความรู้จากถิ่นเดิมมาถ่ายทอดให้เช่น การทำปืนใหญ่ โดยว่ากันว่า ปืนใหญ่นางพญาตานี ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ที่หน้ากระทรวงกลาโหม สร้างโดยพี่ชายเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวนี่เอง

อยู่มาวันหนึ่ง เจ้าแม่ซึ่งอยู่ที่ฮกเกี๋ยน เห็นพี่ชายจากบ้านไปนาน ก็ใจกล้าสามารถไม่แพ้กัน ลงเรือมาตามพี่ชายถึงปัตตานี แล้วก็เกิดติดใจที่นี่เหมือนพี่ชาย จึงปลงใจอยู่เลยเช่นกัน

ตำนานเล่าว่า เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวมีนิสัยไปทางผู้ชาย ชอบต่อสู้ผจญภัย เมื่อมาอยู่ปัตตานีก็ชอบไปร่วมออกรบกับพี่ชายเสมอ แต่น่าเสียดายที่เกิดรบพลาดในครั้งหนึ่ง เป็นพลาดใหญ่ที่พาให้ถึงแก่เสียชีวิต พี่ชายเสียดายและอาลัยรักในตัวน้องสาวมาก จึงได้สร้างศาลเพื่อเป็นที่ระลึก ชาวบ้านต่างพากันมากราบไหว้บูชา เกิดนับถือศรัทธามากขึ้นๆ จนถึงทุกวันนี้ เรียกศาลเจ้าแม่นี้ว่า ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว หรือสำเนียงแต้จิ๋วว่า ลิ้มโกวเนี้ย

ต่อไปนี้คือรายชื่อศาลเจ้าแม่ทับทิมที่คนนิยมไปไหว้มาก

  • ศาลเจ้าแม่ทับทิม ตรงพาหุรัด (เทียน โหว เซี้ย บ้อ)
  • ศาลเจ้าแม่ทับทิม บางขุนเทียน (เทียน โหว เซี้ย บ้อ)
  • ศาลเจ้าแม่ทับทิม บางโพ (เทียน โหว เซี้ย บ้อ)
  • ศาลเจ้าแม่ทับทิม ซอยโกวบ้อ ตากสิน (เทียน โหว เซี้ย โกว)
  • ศาลเจ้าแม่ทับทิม บางซื่อ (เจี้ย สุน เซี้ย เนี้ย)
  • ศาลเจ้าแม่ทับทิม วัดเลียบ (จุ้ย บ้วย เซี้ย เนี้ย)
  • ศาลเจ้าแม่ทับทิม เชิงสะพานซังฮี้ (จุ้ย บ้วย เซี้ย เนี้ย) เป็นแบบไหหลำ
  • ศาลเจ้าแม่ทับทิม ดาวคะนอง (จุ้ย บ้วย เซี้ย เนี้ย)

 

จิตรา ก่อนันทเกรียรติ

(หนังสือทำเนียบเจ้าแม่และผู้วิเศษของจีน)

31 ธันวาคม 2544

 

 
   


ทุกครั้งที่เห็นศาลเจ้าแม่ทับทิม หากว่าท่านผู้อ่านเป็นคนช่างสังเกตสักนิด ท่านคงจะตั้งคำถามภายในใจ เพราะเหตุใดศาลของเจ้าแม่ทับทิม ผู้สร้างจึงมักเลือกทำเลที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ (บางศาลก็ตั้งอยู่ริมทะเล) ผมมีคำตอบให้กับท่าน …

ตำนานเล่าขานนานมาแล้ว

หมุยฮวงเป็นนางฟ้าอยู่บนสรวงสวรรค์ นิสัยของหมุยฮวงอาจจะเหมือนกับเด็ก คือชอบวิ่งเล่นกับพวกนางฟ้านางสวรรค์ มีอยู่วันหนึ่งในขณะที่หมุยฮวงกำลังวิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน นางไม่ทันสังเกตเห็นหัวหน้านางฟ้า จึงวิ่งชนอย่างเต็มแรง ทำให้หัวหน้านางฟ้ามีความโกรธเป็นอันมาก หมุยฮวงรู้สึกผิดกับการกระทำ และนางได้พยายามขอร้องหัวหน้านางฟ้าไม่ให้เอาผิด แต่ก็ไม่เกิดประโยชน์ หัวหน้านางฟ้าได้ประกาศิตออกมาว่า ขอลงโทษนางให้ลงไปเกิดในโลกมนุษย์

" เจ้าจะต้องทำงานหนัก เวลากินก็ต้องกินอย่างสัตว์สกปรก เวลานอนก็ต้องนอนกับสัตว์สกปรก หรือแม้แต่ยามที่จะต้องตาย ยังต้องตายอย่างทุกข์ทรมาน"

นางฟ้าสาวสวยได้ลงมาเกิดในครอบครัวของชาวนายากจน ผู้เป็นแม่ของนางมีความรักและเอ็นดูเป็นอันมาก ยิ่งผู้เป็นพ่อด้วยแล้วคงจะต้องบอกว่าทั้งรักทั้งหลงหมุยฮวง เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะผลบุญ ซึ่งนางได้สร้างสมเอาไว้เมื่ออยู่เบื้องบนสวรรค์ จึงได้ดลบันดาลให้มีความสุข

หัวหน้านางฟ้าเมื่อทราบเรื่องก็ไม่พอใจ นางจึงแปลงร่างมาหญิงสาวหน้าตาสวย และได้ใช้เสน่ห์จนพ่อของหมุยฮวงหลงรัก ชุบเลี้ยงในฐานะภรรยาอีกคนหนึ่ง ซึ่งแม่ของหมุยฮวงมีความเสียใจเป็นอันมาก สุดท้ายก็ตรอมใจตายในที่สุด

การจากไปของผู้เป็นแม่ ทำให้หมุยฮวงมีความเศร้าโศกเสียใจเป็นอันมาก ส่วนผู้เป็นพ่อซึ่งตกอยู่ในมนต์สะกดของหัวหน้านางฟ้า ก็ไม่ได้เอาใจใส่หมุยฮวงเหมือนอย่างเคย แถมยังใช้ให้หมุยฮวงทำงานหนักสารพัด เมื่อไม่ได้ดั่งใจ ก็ใช้กำลังทุบตีอย่างโหดร้าย และได้ไล่ให้หมุยฮวงไปนอนในเล้าหมู เวลากินก็กินรวมกับหมู

หมุยฮวงได้รับความกระเทือนใจเป็นอันมาก ( คงจะต้องเรียนให้ท่านผู้อ่านทราบว่า เมื่อหมุยฮวงเกิดเป็นมนุษย์ ความทรงจำเดิมๆ ได้หายไปจนหมดสิ้น หมุยฮวงจำไม่ได้ด้วยซ้ำไปว่า นางนั้นเคยเป็นนางฟ้าอยู่บนสรวงสวรรค์ แต่ได้ถูกลงโทษให้มาเกิดในโลกมนุษย์)

วันหนึ่ง แม่เลี้ยงได้ใช้ให้หมุยฮวงให้ไปตักน้ำในบ่อ ซึ่งมีระยะทางไกลหลายกิโล หมุยฮวงก็ปฏิบัติตาม ระหว่างทางนางได้พบกับงูเขียวตัวหนึ่ง ซึ่งได้รับบาดเจ็บ หมุยฮวงรู้สึกสงสารงูเขียวตัวนั้น จึงช่วยปฐมพยาบาลจนกระทั่งงูเขียวหายเป็นปกติ

งูเขียวตัวนั้น แท้จริงก็คือเทวดา ซึ่งรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด ด้วยน้ำใจอันแสนประเสริฐของหญิงสาว ทำให้เทวดารู้สึกชื่นชมและศรัทธาเป็นอันมาก หมุยฮวงรู้สึกตกใจเมื่อเห็นงูเขียวตัวดังกล่าวแปลงร่างเป็นคน

" เธอเป็นคนมีจิตใจที่ดีงาม ฉันจะให้เชือกวิเศษเธอเส้นหนึ่ง เชือกเส้นนี้หากเธอนำไปแกว่งในตุ่มใส่น้ำ ถ้าแกว่งไปทางด้านขวา น้ำจะเพิ่มขึ้นจนเต็มตุ่ม แต่ถ้าจะให้น้ำหยุดก็จะต้องแกว่งไปทางซ้าย

หมุยฮวงได้เชือกวิเศษก็ดีใจเป็นอันมาก เพราะต่อไปนี้เธอจะไม่ต้องลำบากอีกต่อไปแล้ว ทุกครั้งที่แม่เลี้ยงใช้ให้หมุยฮวงไปตักน้ำ หญิงสาวก็จะแอบไปคุยกับเทวดา ซึ่งได้มอบเชือกวิเศษให้กับเธอ แต่ความลับก็ไม่มีในโลก เรื่องทั้งหมดแม่เลี้ยงได้สืบจนรู้ความจริง

แม่เลี้ยงได้ลองนำเชือกในแกว่งในตุ่มใส่น้ำ ทันทีที่แกว่งไปทางด้านขวามือ น้ำในตุ่มได้เพิ่มปริมาณขึ้นอย่างรวดเร็ว แม่เลี้ยงของหมุยฮวงตกใจ นางพยายามจะทำให้น้ำหยุดแต่ไม่เป็นผล ระดับยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งท่วมบ้านของนาง ด้วยความกลัวทำให้แม่เลี้ยงของหมุยฮวงหนีกลับขึ้นอยู่บนสวรรค์เหมือนดั่งเดิม

ฝ่ายหมุยฮวง เมื่อมาถึงบ้านก็ต้องตกใจ เมื่อพบว่าระดับกำลังสูงขึ้นเรื่อยๆ หมุยฮวงพยายามมองหาเชือกวิเศษแต่ไม่พบ นางรู้ดีว่าหากน้ำท่วมยังคงท่วมต่อไปเรื่อยๆ ชาวบ้านทั่วไปจะได้รับความเดือดร้อน นางจึงตัดสินใจใช้ร่างเป็นทำนบปิดน้ำที่กำลังท่วม น้ำจึงหยุดไหล แต่หมุยฮวงก็ได้เสียชีวิตเนื่องจากสำลักน้ำ

หมุยฮวงได้กลับขึ้นไปเกิดใหม่บนสวรรค์อีกครั้ง แต่จิตใจของนางยังคงมีความเป็นห่วงพวกมนุษย์ หมุยฮวงได้ตั้งจิตอธิฐานว่า หากเพลาใดที่มนุษย์เดือดร้อน ให้จุดธูปพร้อมทั้งร้องเรียกชื่อ นางก็จะลงมาช่วยพวกมนุษย์ทันที

ด้วยเหตุนี้เอง บริเวณริมแม่น้ำทั่วๆ ไป เราจึงมักพบศาลของหมุยฮวง แต่ทว่าเรียกในชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า "เจ้าแม่ทับทิม" ตั้งเรียงรายอยู่ทั่วไป เพื่อให้ผู้คนได้กราบไหว้บูชา ด้วยความเชื่อที่ว่า หากโลกมนุษย์ถูกน้ำท่วมคราใดแล้วละก็ อิทธิฤทธิ์ของเจ้าแม่ทับทิม จะช่วยดลบันดาลให้ผู้คนรอดพ้นจากความหายนะ

อาจจะเป็นเพียงตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมา หลายคนไม่เชื่อว่าเจ้าแม่ทับทิมจะมีความศักดิ์สิทธิ์จริง ดังนั้นจึงมีการ " ลองของ"เกิดขึ้น

ศาลเจ้าแม่ทับทิม ซึ่งอยู่ที่จังหวัดสมุทรสาคร ถือว่าเป็นสถานที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ก่อนที่ชาวเรือจะออกทะเลเพื่อจับปลา เสียงประทัดจะต้องถูกจุดจนกระทั่งดังกึกก้องทั่วท้องน้ำ เมื่อกลับเข้าฝั่งท้องเรือจะเต็มไปด้วยปลาเป็นจำนวนมาก

จากเหตุการณ์ดังกล่าว จึงได้เกิดคำถามตามมาว่า เหตุใดเจ้าแม่ทับทิมจึงช่วยให้ชาวเรือจับปลาได้จนเต็มลำเรือ ทำเช่นนั้นมันเป็นบาปอย่างชัดเจน แบบนี้จะเป็นเจ้าแม่ผู้ทรงศีลได้อย่างไรกัน ?

เรื่องนี้มีท่านบอกมาว่า การที่ชาวเรือจะจับปลาได้หรือไม่ เจ้าแม่ทับทิมคงจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยไม่ได้ สิ่งที่เจ้าแม่ช่วยได้ก็คือ การคุ้มครองปกป้องให้ชาวเรือเดินทางออกทะเล และกลับเข้าฝั่งอย่างปลอดภัยต่างหาก

ไต้ก๋งเรือคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ลูกเรือที่เป็นชาวพม่าไม่นับถือเจ้าแม่ทับทิม และได้ลองดีพูดจาท้าทายเจ้าแม่
" มันบอกว่าหากเจ้าแม่แน่จริง ก็บันดาลฝนตกลงมา หากฝนตกลงมาในเวลานี้จริงๆ มันจะนับถือเจ้าแม่ ขาดคำเท่านั้นเอง เสียงฟ้าคำรามกึกก้อง แล้วท้องฟ้าก็มีเมฆครึ้ม ไม่นานฝนก็เทลงมาอย่างหนัก ผมกับลูกเรืออีก 6 คนต่างตกตะลึงตาค้างไปตามๆ กัน ทุกคนเห็นและได้ยินตรงกัน ผมรีบก้มลงกราบเจ้าแม่ด้วยความกลัว ลูกน้องผมตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า ไม่มีใครคิดว่าฝนจะตกในเดือนมกราคม และทำไมจึงตกในเวลานั้นพอดี ผมไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดชาวเรือรุ่นก่อนๆ คนแก่ๆ จึงบอกว่า ก่อนจะออกเรือ ต้องบอกเจ้าแม่ทับทิมก่อน หากไม่อยากออกเรือแล้วไม่ได้กลับเข้าฝั่งอีกเลย"

การบูชาเจ้าแม่ทับทิม

การบูชาเจ้าแม่ทับทิมสามารถกระทำได้อย่างง่ายๆ บางคนจำบทสวดไม่ได้ก็ไม่ต้องท่อง เพราะท่องผิดๆ ถูกๆ ท่องไปก็เท่านั้น ประการแรกท่านจะต้องทำจิตใจให้สะอาด มีความเชื่อหรือความศรัทธาในเจ้าแม่ทับทิมจริงๆ จากนั้นก็ท่องนะโม 3 จบ แล้วเอ่ยพระนามของแม่เจ้าทับทิม หรือจะเรียกว่า " เจ้าแม่หมุยฮวง" ก็ได้เช่นกัน (เรียกเพียงครั้งเดียว) จากนั้นท่านมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจอะไร ท่านก็เล่าให้เจ้าแม่ทับทิมฟัง แล้วจะให้ท่านช่วยเรื่องอะไรก็ขอท่านไป

ของแก้บน

ให้นำผลไม้สุก ( หากเป็นทับทิมได้ยิ่งดี แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร) จากนั้นนำไปล้างจนสะอาด ใส่ภาชนะยกเป็นเครื่องเซ่น งดเว้นพวกเนื้อสัตว์โดยเด็ดขาด

ผู้ที่บูชาเจ้าแม่ทับทิมเป็นประจำ จิตใจจะมีความสงบเยือกเย็น โรคภัยใดๆ ไม่มาเบียดเบียน การงานเจริญก้าวหน้า ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก

 

(ไม่ปรากฏที่มาข้อมูลอันชัดเจน)

เทวราชาดอทคอม

 

 

 
 

   


มูลเดิมของการกำเนิดเจ้าแม่ทับทิม มีประวัติจากการบอกเล่าสืบต่อเนื่องกันมา ปรากกว่าเริ่มมาแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น ในสมัยกษัตริย์ ฮั่นกวงบู๊ตี (ประมาณระหว่าง พ.ศ. 537 – 610) ซึ่งรัชสมัยนี้เองเจ้าแม่ทับทิมก็ได้รับการยกย่อง และแต่งตั้งให้เป็นเทพยุดาแห่งความเมตตาการุณย์ ช่วยคุ้มครองมวลมนุษย์ให้พ้นจากสรรพภัยและขจัดความทุกข์ยากทั้งมวล

กาลต่อมา จวบจนกระทั่งปลายราชวงศ์ เหม็ง ต่อต้นราชวงศ์เช็ง (ประมาณ พ.ศ. 2167 หรือ 367 ปีมาแล้ว) ที่เกาะไหหนำ (เกาะไหหลำ) เขต บ่นเซียว แขวงหน่ำให้ มีหมู่บ้านชื่อ ตุ๊ยบ้วย ณ ที่นี้เองมีชาวประมงที่ยากจนครอบครัวหนึ่ง หัวหน้าครอบครัว แซ่ พัว เป็นบุคคลที่ขยันขันแข็ง มัธยัสถ์ นิสัยซื่อสัตย์ สุจริต อาชีพหลักที่ยึดเป็นประจำเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เลี้ยงครอบครัว ก็จะออกทะเลหาปลาในตอนกลางคืน

คืนวันหนึ่ง ทะเลเรียบ ท้องฟ้าโปร่ง ดวงดาวสุกสกาว เหมาะที่จะเป็นคืนแห่งการพักผ่อนและชื่นชม แต่เขาก็ยังคงต้องนำเรือคู่ชีวิตออกหาปลาเหมือนเช่นเคย โดยมีแหทำเป็นช้อนผูกติดไว้กับหัวเรือนานๆจึงจะยกดูสักครั้ง

ทว่าในคืนนี้ ไม่ว่าจะพายเรือทวนน้ำหรือพายเรือเข้าหาฝั่ง ทุกครั้งเมื่อยกช้อนขึ้นดู ไม่ปรากฏว่ามีปลาติดเลยแม้แต่ตัวเดียว ทำให้เขาเกิดความผิดหวัง ถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่หมดความหวัง เขาพยายามอีกครั้ง ในคราวนี้เขาพายเรือออกไปนอกฝั่ง คะเนว่าอยู่ไกลที่สุดแล้ว เร่งฝีพายลากช้อนมุ่งหน้าเข้าหาชายหาด ซึ่งมั่นใจว่าครั้งนี้คงไม่ผิดหวังแน่ เพราะมีความรู้สึกว่ามีสิ่งของติดอยู่ในส่วนหัวเรือนั่นเอง เขาเริ่มยิ้มออก และเร่งเรือให้ถึงชายฝั่งโดยเร็วขึ้น

ต่อเมื่อยกช้อนขึ้นดู กลับกลายเป็นว่าสิ่งที่อยู่ในก้นช้อนนั้น หาใช่ปลาไม่ เป็นเพียงท่อนไม้ท่อนหนึ่งเท่านั้นเอง ด้วยความโมโห และความผิดหวัง เขาเหวี่ยงท่อนไม้ท่อนนั้นทิ้งไป และรอจนกระทั่งท่อนไม้ทิ้งไปลอยน้ำไปไกลแล้ว เขาจึงหันหลังกลับมาตกแต่งช้อนเพื่อลองใหม่อีกครั้ง ด้วยอารมณ์ที่ไม่ค่อยจะสดชื่นนัก ครั้งนี้เขาเข็นช้อนแหทวนน้ำใหม่อีกครั้ง พร้อมทั้งนึกถึง ฟืน เกลือ และข้าวปลาอาหารของครอบครัวในวันรุ่งขึ้น และยังคิดไม่ออกตรองไม่ตกว่า ถ้าเขาไม่ได้ปลาในวันนี้และจะทำอย่างไรกับวันพรุ่งนี้

ในขณะที่เขาเข็นช้อนแหและคิดกังวลอยู่นั่นเอง ฉับพลันก็มีลมทะเลปะทะหน้าเขาวูบหนึ่ง ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่เขายกช้อนนั้นขึ้น สิ่งที่ประจักษ์กับสายตาและยังความประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งก็ คือ ไม้ท่อนนั้นเข้ามาอยู่ในช้อนแหอีกเช่นครั้งที่แล้ว

ด้วยความโมโหสุดขีด เขาเหวี่ยงท่อนไม้และช้อนแหขึ้นไปบนชายหาดอย่างไม่ใยดี เพียงชั่วครู่เขาหวนคิดได้ว่า ไม้ท่อนนี้เขาเหวี่ยงทิ้งไปทางน้ำไหลลง แต่เหตุไฉนจึงทวนน้ำกลับเข้ามาอยู่ในช้อนแหเขาได้อีก เขารีบกระวีกระวาดขึ้นฝั่ง พร้อมกับพิจารณาไม้ท่อนนั้นด้วยความมหัศจรรย์ใจยิ่งนัก

แต่จะด้วยความประหลาดหรือมหัศจรรย์อย่างไรก็ตาม เขาได้แต่เพ่งพิจารณาไม้ท่อนนั้น พร้อมกับถอนใจนึกถึงความอาภัพกับวาสนาของตนเอง ส่วนภายในจิตใจเขาก็เฝ้าแต่ครุ่นคิดถึง เหตุใดท่อนไม้ท่อนเดียวกันนี้จึงไหลทวนน้ำ และก่อกวนให้เขาเกิดความผิดหวังเป็นเฉพาะเช่นนี้ ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจอะไร มากขึ้น

จากความงง และไม่เข้าใจในเหตุและผลนี้เอง ได้สร้างความท้อแท้และความหวังให้กับเขา คนเราเมื่อหมดความหวัง สิ่งหนึ่งที่จะปรากฏขึ้นในดวงจิตก็คือ นึกถึงสิ่งลี้ลับ สิ่งซึ่งยังไม่มีผู้ใดอธิบายได้ เขาค่อยๆสงบสติอารมณ์ดับความโมโหในจิตใจ ด้วยการพร่ำภาวนาบนบานศาลกล่าวต่อไม้ท่อนนั้น โดยเสมือนหนึ่งเป็นท่อนไม้ศักดิ์สิทธิ์

ตัวข้าฯ ตั้งแต่เกิดมาจนป่านนี้ ยังไม่เคยเห็นท่อนไม้ใดจะมีอภินิหารจนถึงกับลอยทวนน้ำได้ฉะนั้น หากท่านศักดิ์สิทธิ์ และมีศักดานุภาพจริง ก็ควรจะให้ความสงสารและช่วยให้ตัวข้าฯผู้อยู่ในความระทม ให้พ้นทางห้วงทุกข์นี้ด้วยเถิด โดยข้าฯสัญญาว่า ก่อนรุ่งแจ้งของวันพรุ่งนี้ ถ้าข้าฯ สามารถหาปลาได้เต็มช้อน แห ข้าฯ จะระลึกถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ที่ทรงกรุณาแก่ข้าฯ ด้วยการนำท่านกลับไปแกะสลักเป็นเทวรูป “ เจ้าแม่ ” พร้อมกับจะได้ทำการกราบไหว้บูชา บวงสรวงทุกค่ำเช้า

หลังจากได้กล่าวบนบานแล้วเขาค่อยๆ ประคองอุ้มไม้ท่อนนั้นไปประดิษฐานไว้ ณ หัวเรืออย่างทนุถนอม พร้อมทั้งรีบนำเรือดันช้อนแหมุ่งหน้าทวนน้ำขึ้นไปอีกครั้งด้วยความมั่นใจ คล้ายกับปาฏิหาริย์ครั้งนี้ ในช้อนแหแน่นขนัดไปด้วยปลานานาชนิด ทั้งตัวใหญ่ตัวน้อย จากนั้นเขานำเรือดันช้อนอีกเพียง 2-3 ครั้ง ท้องเรือลำน้อยของเขาก็เต็มไปด้วยปลา

เขาปลาบปลื้มและปิติเป็นอย่างยิ่ง ประจวบกับได้ยินเสียงไก่ขันแว่ว มาจากฝั่ง แสงสีทองเรื่อรองอยู่ขอบฟ้า ได้เวลาอรุโณทัย เขารีบกระวีกระวาดเบนหัวเรือมุ่งหน้ากลับบ้านด้วยจิตใจแสนสุขและอิ่มเอิบในอภินิหารของท่อนไม้นั้น ทำให้คำอธิษฐานของเขาสัมฤทธิ์ผลตามคำที่วิงวอนไว้

เมื่อถึงย้อนหลังจากเก็บเครื่องมือเครื่องใช้ในการจับปลาเข้าที่เข้าทางแล้ว เขาไม่ลืมที่จะนำท่อนไม้นั้นไปวางในที่อันควร ต่อจากนั้นเขาได้นำปลาที่จับ ได้ลำเลียงเข้าสู่ตลาด และแล้วสิ่งมหัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้นอีก ราคาปลาในตลาดวันนั้นสูงขึ้นกว่าเดิมถึง 3 เท่า เพราะวันนี้ปลาในตลาดมีน้อยมาก ทำให้เขายิ่งได้สำนึกว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นเพราะปาฏิหาริย์ของท่อนไม้ศักดิ์สิทธิ์อย่างมิต้องสงสัย

ตั้งแต่คืนนั้นเป็นต้นมา บุคคลแซ่พัวผู้นี้ ก่อนจะนำเรือออกทะเลเพื่อจับปลาเขาจะต้องทำการเซ่นไหว้ขอพรจากท่อนไม้ก่อน และทุกครั้งเขาจะพบแต่ความสำเร็จสมหวัง เงินทองเริ่มมี การสะสมอาหาร ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม และที่อยู่อาศัย ก็ไม่เป็นปัญหาสร้างความหนักใจให้แก่เขาและครอบครัวอีกเลย

6 เดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว การทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการจับปลาได้สร้างความเจริญความสุขสบาย จนทำให้เขากลายเป็นผู้มีอันจะกินในถิ่นละแวกนั้นเพิ่มขึ้นมาอีกครอบครัวหนึ่ง แต่สิ่งหนึ่งที่เขาลืมไม่ได้คือ หากทุกอย่างดำเนินไปอย่างเช่นทุกวันนี้ ขอเวลาอีกเพียงปีเดียวเท่านั้น เขาก็คงสามารถจะนำไม้ศักดิ์สิทธิ์ท่อนนั้นมาแกะสลักเป็นองค์เทวรูป “ เจ้าแม่ ” พร้อมทั้งสร้างศาลให้ดวงวิญญาณของเจ้าแม่สถิตอยู่ได้ สมกับทีเขาได้บนบานไว้

ในค่ำคืนวันนั้น ถึงแม้เขาจะได้ตั้งปณิธานไว้เช่นนั้น แต่การจับปลาอย่างได้ผล เงินทองที่ไหลมาเทมาทำให้เขาหลงลืมไป จนแล้วจนรอดการแกะสลักองค์เทวรูป “ เจ้าแม่ ” และการสร้างศาลก็ยังมิได้เริ่มดำเนินการแต่ประการใด

บุคคลแซ่พัวผู้นี้ ออกจับปลาเพลิดเพลินจนลืมคำสัญญาที่ให้ไว้กับท่อนไม้ที่เก็บไว้ จนเวลาผ่านไปนานจนลืมท่อนไม้ที่ได้ให้สัญญาว่าจะเอาไปแกะสลักเป็นองค์เจ้าแม่เพื่อบูชาเสียสิ้น ต่อมาการจับปลาเริ่มฝืดเคืองจับปลาไม่ค่อยได้ เลี้ยงหมูไว้หมูก็ป่วยตาย เลี้ยงเป็ดไก่ไว้เป็ดไก่ก็ป่วยตาย ทำให้ฐานะความเป็นอยู่เริ่มอัตคัดขัดสน เงินทองไม่พอจับจ่ายใช้สอย เริ่มยากจนลง

จวบจนกระทั่งค่ำวันหนึ่ง เขารู้สึกอ่อนเพลีย ความง่วงเข้าครอบงำจนอยากจะพักผ่อนหลับนอนเหลือกำลัง ในขณะที่ใกล้จะหลับนั้นเองเขาเคลิ้มฝันไปว่าเขาได้ล่องลอยไป ณ สถานที่แห่งหนึ่ง ธรรมชาติสวยงามยิ่งนัก บนท้องฟ้าดารดาษไปด้วยดวงดาวระยิบระยับ สายธารที่ไหลเอื่อยๆอยู่เบื้องหน้า น้ำใสสะอาดพลิ้วไปตามสายลม สร้างความประทับใจและความเพลิดเพลินให้เขา จนสุดที่จะบรรยายได้

ทันใดนั้นเอง ก็มีสายฟ้าแลบสว่างขึ้นเหนือสายน้ำนั้น พร้อมกับปรากฏร่างของหญิงสาวรูปงามสวมเสื้อเกราะหลากสีที่เอวคาดกระบี่ ท่าทางทะมัดทะแมงสง่างามเดินตรงมาหาเขา นางยกมือทั้งสองเกาะกุมอยู่เหนืออกเป็นเชิงคารวะ

“ ท่านผู้เฒ่าแซ่พัว เจ้าแม่ให้มาเชิญท่านไปยังวังที่ประทับ มีเรื่องที่จะปรึกษาด้วย ”

คำเชิญที่มิได้คาดคิดมาก่อน ทำเอาผู้เฒ่าแซ่พัวตกตะลึง ยืนอยู่กับที่ด้วยความงงงัน ยังมิทันจะตอบรับหรือปฏิเสธคำเชิญนั้น ดวงตาเขาก็พร่าขึ้นอีกครั้งด้วยสายฟ้าที่ดูเหมือนจะแรงกว่าครั้งแรกสว่างวาบขึ้นเป็นคำรบที่สอง ครั้นแล้วร่างของเขาก็ไร้น้ำหนักล่องลอยตามนางผู้นั้นไป กว่าจะได้สติก็ปรากฏว่าเขาได้มายืนอยู่หน้าแท่นบัลลังก์อาสน์ ที่ประดับด้วยทองคำฝังเพชรและอัญมณีสวยงามตระการตา

ณ บนแท่นนั้นเอง มีเจ้าแม่ทรงเสื้อคลุมลายมังกร ประดับด้วยมงกุฎเพชรเป็นรูปนางหงส์ และมีฉลองพระบาทสีแดง ปักลวดลายด้วยดิ้นทองและเงินเป็นรูปดอกไม้ ประทับอยู่บนแท่นบัลลังก์อาสน์ ด้วยพระพักตร์ที่อ่อนละมุนนุ่มนวล เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มที่อิ่มเอิบ แสดงถึงความเมตตาปราณี

“ ผู้เฒ่าพัว ยังจำถึงคำบนบานที่เคยอธิษฐานได้หรือไม่ ส่วนการตอบสนองจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามคำขอก็ให้อยู่แล้วอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ทว่าสิ่งที่เจ้าจะต้องทำการแก้บนเพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทิตา โดยจะแกะสลักไม้ท่อนนั้นให้เป็นรูปเจ้าแม่ พร้อมทั้งศาลที่ประทับเพื่อกราบไหว้บูชา ยังมิได้เริ่มเลย ฉะนั้นเมื่อเจ้ากลับไปแล้ว ให้เริ่มได้ ศาลถึงจะเล็กและคับแคบก็สามารถใหญ่ได้ในอนาคต ศาลไม่สวยไม่งามเป็นที่ประทับใจ ก็จะสวยงามได้ในอีกไม่นาน ทั้งนี้ เพื่อจะได้เป็นเครื่องแสดงถึงเดชะบารมีของเจ้าแม่ และเป็นที่พึ่งพิงแก่ปวงชนที่ตกทุกข์ได้ยาก อันนับเนื่องต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ”

ชาวประมง “ แซ่พัว ” ผู้นี้หลังจากได้ฟังอรรถาธิบายของเจ้าแม่จนสิ้นถ้อยกระทงความแล้ว รู้สึกว่าตัวเองยังเป็นหนี้พระการุณย์ของเจ้าแม่ดุจดังขุนเขา จึงรีบคุกเข่าโขกศีรษะลงกับพื้น พลางเอ่ยว่า
“ ขอบพระคุณในความการุณย์ของเจ้าแม่ ข้าฯจะรีบกลับไปปฏิบัติกิจที่คั่งค้างนี้ทันที ” ปรากฏว่าพอเขากล่าวจบลง พลันสายฟ้าสว่างวาบขึ้นอีกครั้ง ทุกสิ่งทุกอย่างสลายหายวับไปหมดสิ้น

เขาตกใจตื่นจากภวังค์คืนสู่สภาพปกติ ย้อนนึกถึงเหตุการณ์ในความฝันเมื่อครู่นี้ เขารีบไปค้นหาท่อนไม้ที่เก็บไว้เมื่อครั้งก่อนที่รับสัญญามา แต่หาเท่าไรก็ไม่พบ ถามภรรยาว่าเก็บไม้ไว้ที่ไหน ภรรยาตอบว่า เขาได้นำไม้ท่อนนั้นไปกั้นทำคอกที่เล้าหมู เขาจึงรีบไปนำมาทำความสะอาดและจุดธูปขอขมาต่อเจ้าแม่ที่ผิดสัญญา เขาตัดสินใจนำเงินทองที่เก็บหอมรอมริบไว้ออกมาดำเนินการตามที่ได้บนบานไว้ และเพื่อเป็นการเซ่นสรวงแด่ “ เจ้าแม่ ” ผู้โอบอุ้มและเมตตาเขาตลอดมา

และแล้ว วันนั้นตรงกับขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 (จันทรคติจีน) ณ ทุ่งกว้างของหมู่บ้าน “ ตุ๊ยบ้วย ” ก็มีศาลของ “ เจ้าแม่ตุ๊ยบ้วย ” บังเกิดขึ้น มีการประกอบพิธีเบิกพระเนตร อัญเชิญดวงวิญญาณของเจ้าแม่มาประทับเพื่อคุ้มครองและประสิทธิ์ประสาทแก่ปวงชน พร้อมทั้งสรรพสัตว์ที่ทุกข์ยากและอำนวยความสำเร็จให้บังเกิดแก่ผู้ที่วิงวอนขอร้องให้ รอดพ้นจากภัยพิบัติ และในวันพิธีนั้นเอง เขาได้จัดสุรา อาหาร และเชิญแขกเหรื่อญาติมิตรมาร่วมรับประทานอาหาร โดยถือว่า สุราคือน้ำอมฤตและอาหารคือเครื่องทิพย์ ที่จะยังความสุขความเจริญความสำเร็จให้บังเกิดแก่ผู้มาร่วมงาน

เขาถือโอกาสเล่าเหตุการณ์ในอดีตให้ทุกคนทราบ และกำหนดเอาวันประกอบพิธีวันนี้เป็นวันกำเนิดของ ” เจ้าแม่ตุ๊ยบ้วย ” ซึ่งสืบเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้

หลังจากข่าวนี้ได้แพร่สะพัด พร้อมความศักดิ์สิทธิ์ของ “ เจ้าแม่ตุ๊ยบ้วย ” ได้ขจรขจายต่อๆกันไป มีประชาชนทั้งใกล้และไกลเดินทางมากราบไหว้ขอบารมี ขออิทธิฤทธิ์ ขอความสำเร็จถ้วนทั่วทุกตัวคน โดยเฉพาะถ้าเป็นวันคล้ายวันกำเนิดที่กำหนดไว้ ก็จะมีประชาชนมาชุมนุมกราบไหว้กันมากมาย จนทำให้ศาลเจ้าและบริเวณสถานที่คับแคบลงไปถนัดใจ

และยังมีสิ่งมหัศจรรย์อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่อาจจะงดเว้นการกล่าวได้คือ งานมหกรรมใดๆ ก็ตาม ถ้ามีคนมากหน้าหลายตามารวมกันมากๆ พวกผู้ร้ายตีชิงวิ่งราวก็จะเกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว แต่ด้วยอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ และเดชะบารมีของ “ เจ้าแม่ตุ๊ยบ้วย ” ยังไม่เคยปรากฏว่ามีเหตุการณ์ร้ายๆเหล่านี้เกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ประเพณีมีมาหลายร้อยปีแล้ว และหากเกิดมีกลุ่มคนร้ายรายใดคิดจะลองดี ลงมือประกอบกรรมชั่วจะต้องชะงักและถูกจับได้ เหมือนต้องไฟฟ้าสถิตให้นิ่งเฉยอยู่กับที่ คอยเจ้าหน้าที่มาจับกุมไปลงโทษ

จากเสียงลือเสียงเล่าอ้างเหล่านี้ อีกประมาณร่วมมือ 100 ปี ก็แพร่ไปถึงพระกรรณของกษัตริย์ “ เด๊ากวง ” ( ระหว่าง พ.ศ. 2364 – 2393) ในราชวงศ์ “ เช็ง ” ( แมนจู) รวมทั้งอภินิหารขององค์เจ้าก็เป็นที่ประจักษ์แก่มวลชนทุกคนทุกชั้น ทุกวรรณะ ไม่ว่าหญิงหรือชาย ฉะนั้น กษัตริย์เด๊ากวง จึงได้ประทานตราตั้งและพระราชทานนามว่า “ หน่ำ เทียน เตี๊ยม เดี๊ยน ก๊ำ เอ๋ง ห้วย ตุ๊ย บ้วย เต๋ง เหนี่ยง ”

ตามพระนามนี้มีความหมายคือ “ สายฟ้า สนองตอบเสียงฟ้าฝ่ายใต้ เจ้ามาตุ๊ยบ้วย ” สรุปความหมายของเจ้าแม่ที่ได้รับพระราชทานนามนี้ก็คือ เจ้าแม่สามารถให้การตอบสนอง ช่วยเหลือ พิทักษ์เกื้อกูลแก่ผู้ทุกข์ยากได้ทันท่วงที

จากประวัติที่ค้นคว้า ปรากฏว่าคนจีนไหหนำ (ไหหลำ) ได้เริ่มเดินทางมาประเทศไทย พึ่งพระบรมโพธิสมภารในราวพุทธศักราช 2385 โดยเฉพาะคนจีนไหหนำ ซึ่งอาศัยอยู่บนเกาะตอนใต้สุดของประเทศจีน ก่อนจะเดินทางสู่ประเทศไทยก็ต้องอาศัยเรือสำเภาเป็นพาหนะ ผ่านแหลมอินโดจีนเข้าสู่อ่าวไทย ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในเรือซึ่งเห็นแต่น้ำกับฟ้า ชาวจีนไหหนำทุกคนอาศัยการบนบานเจ้าแม่ตุ๊ยบ้วยให้คุ้มครองรักษาให้การเดินทางเป็นไปโดยสวัสดิภาพ

ฉะนั้น จึงไม่เป็นการประหลาดใจแต่อย่างใดที่ทราบข่าวว่า ขณะนี้ ศาลเจ้าแม่ตุ๊ยบ้วย มีอยู่ในจังหวัดต่างๆ ของประเทศไทยจนถึงปัจจุบันเกือบทุกจังหวัด ส่วนศาลเจ้าแม่ที่อยู่เชิงสะพานซังฮี้สามเสน ชาวจีนไหหนำได้เริ่มสร้างตั้งแต่ปีแรกที่เดินทางมาถึงประเทศไทย

 


(ไม่ปรากฏที่มาข้อมูลอันชัดเจน)

เทวราชาดอทคอม